ไม่ว่าเพื่อนๆ จะใช้โน้ตบุ๊กหรือคอมตั้งโต๊ะ ทุกคนน่าจะเคยเจอปัญหา คอมค้าง กดอะไรไม่ได้ เครื่องเหมือนหยุดไปเฉยๆ กันทั้งนั้น ปัญหานี้ทำให้หงุดหงิดมาก โดยเฉพาะตอนกำลังทำงานหรือใช้งานสำคัญ บทความนี้จะอธิบายให้เข้าใจง่ายว่า คอมค้างบ่อย เกิดจากอะไร, แก้ยังไงได้บ้าง, และ มีวิธีป้องกันไม่ให้คอมค้างอีกในอนาคต รวมถึงการใช้โปรแกรมช่วยปรับประสิทธิภาพเครื่อง ให้คอมทำงานลื่นขึ้น ใช้งานได้ไม่สะดุด มาดูกันเลยครับ
วิธีแก้ คอมค้างบ่อย แบบเบื้องต้น
ถ้าโน๊ตบุ๊คหรือ คอมค้างบ่อย มีหลายวิธีที่ลองแก้ได้ ตั้งแต่วิธีง่ายที่สุดอย่าง ปิด-เปิด เครื่องใหม่ ไปจนถึงวิธีจริงจังอย่าง รีเซ็ตระบบ ไม่ว่าคอมพิวเตอร์จะค้างหนักหรือค้างเบา บทความนี้มีแนวทางให้ลองครบ เดี๋ยวเรามาดูกันว่า เวลาคอมค้าง เราควรเริ่มแก้จากตรงไหน และมีวิธีอะไรบ้างที่ช่วยได้
รีสตาร์ทเครื่อง
ถ้าใช้คอม Windows แล้วเครื่องค้าง หรือหน้าจอขาว กดอะไรไม่ได้ ให้ลอง รีสตาร์ทแบบปกติ (Soft Reboot) ก่อน ถ้าคอมค้าง แต่เมาส์ขยับได้ วิธีนี้ง่ายและปลอดภัยที่สุด มีขั้นตอนดังนี้
- กดปุ่ม Ctrl + Alt + Del พร้อมกัน
- รอให้มีเมนูขึ้นมา
- คลิกไอคอน ปุ่ม Power ที่มุมขวาล่างของหน้าจอ
- เลือก Restart
แต่ถ้าเครื่องค้างหนักมาก กดอะไรไม่ได้เลย และไม่สามารถสั่งปิดเครื่องตามปกติได้ ยังมีอีกวิธีหนึ่งคือ การรีสตาร์ทแบบบังคับ (Hard Reboot) โดยให้กดปุ่ม Power ค้างไว้จนกว่าเครื่องจะดับ จากนั้นรอสักครู่แล้วค่อยกดเปิดเครื่องใหม่อีกครั้ง วิธีนี้ควรใช้เฉพาะในกรณีจำเป็นจริงๆ เพราะอาจทำให้ไฟล์หรือข้อมูลที่กำลังเปิดใช้งานอยู่ยังไม่ได้บันทึกและสูญหายได้
เปิดเครื่องในโหมด Safe Mode
ถ้ารีสตาร์ทแล้ว คอมยังค้างซ้ำๆ อยู่ ให้ลองเปิดเครื่องใน Safe Mode
Safe Mode คือโหมดที่เปิดคอมด้วยการทำงานแบบจำกัด จะโหลดเฉพาะโปรแกรมที่จำเป็นต่อระบบเท่านั้น ช่วยให้เรารู้ว่า ปัญหาคอมค้างเกิดจากโปรแกรมหรือไดรเวอร์บางตัวหรือไม่ วิธีเข้า Safe Mode ทำได้ตามขั้นตอนดังนี้
- กดปุ่ม Ctrl + Alt + Del พร้อมกัน แล้วรอให้เมนูขึ้น
- คลิกไอคอน Power มุมขวาล่าง กดปุ่ม Shift ค้างไว้ และกด Restart
- เครื่องจะรีสตาร์ท แล้วจะเข้าสู่โหมด หน้าจอสีฟ้า ให้เลือกหัวข้อ Troubleshoot
เลือก Troubleshoot
- คลิกเลือก Advanced options จากนั้นกด Restart เครื่องจะทำการรีสตาร์ทเพื่อเข้าสู่ขั้นตอนถัดไปในการตั้งค่าโหมดการเริ่มต้นระบบ
เลือก Advanced options
- หลังจากคอมพิวเตอร์รีสตาร์ทเสร็จ จะมีเมนูขึ้นมาให้เลือกการทำงาน โดยจะมีตัวเลขกำกับแต่ละตัวเลือก ให้กดตัวเลขบนแป้นพิมพ์ ให้ตรงกับเมนู Safe Mode ซึ่งในตัวอย่างนี้คือ กดเลข 4
กดตัวเลข Enable Safe Mode
ถ้าคอมพิวเตอร์สามารถเปิดเข้า Safe Mode ได้ตามปกติ โดยไม่ค้าง แสดงว่า โปรแกรมหลักของระบบไม่ได้เป็นต้นเหตุของปัญหาคอมค้าง และมีโอกาสสูงว่าปัญหาจะมาจากโปรแกรมอื่นหรือไดรเวอร์ที่ติดตั้งเพิ่มเข้าไปภายหลัง
แต่ถ้าเปิดเครื่องแล้วยังเจอ หน้าจอขาวหรือจอดำ คอมค้างบ่อย ให้ลองเข้า WinRE (Windows Recovery Environment) ซึ่งเป็นระบบกู้คืนของ Windows ที่ช่วยแก้ปัญหาเครื่องเปิดไม่ขึ้นหรือบูตไม่ได้ โดยสามารถเข้า WinRE ได้ง่ายๆ ด้วยการ รีสตาร์ทเครื่องแบบบังคับหลายครั้งติดกัน (กดปุ่ม Power ให้เครื่องดับ แล้วเปิดใหม่) เมื่อเห็นหน้าจอที่มีปุ่ม See advanced repair options ให้คลิกปุ่มนั้น ระบบจะพาเข้าสู่ WinRE เพื่อเริ่มขั้นตอนการแก้ไขปัญหา
สแกนไวรัสและมัลแวร์ในเครื่อง
ถ้าโน้ตบุ๊กหรือคอมพิวเตอร์ ค้างบ่อยผิดปกติ มีความเป็นไปได้ว่าเครื่องอาจติด ไวรัสหรือมัลแวร์ โปรแกรมเหล่านี้สามารถแฝงตัวเข้ามาได้หลายทาง เช่น ระบบไม่ได้อัปเดต หรือมีช่องโหว่จากโปรแกรมอื่นที่ติดตั้งเพิ่ม ทำให้เครื่องทำงานหนักและค้างได้ง่าย
วิธีแก้คือควร สแกนเครื่องเป็นประจำ ด้วยโปรแกรมกำจัดไวรัสหรือมัลแวร์ที่เชื่อถือได้ เพื่อช่วยตรวจจับและลบสิ่งผิดปกติออกไป ทำให้คอมพิวเตอร์ทำงานลื่นขึ้น และลดโอกาส คอมค้างบ่อย ในอนาคต
ปรับการตั้งค่าพลังงาน
คอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ๆ ต้องใช้พลังงานค่อนข้างมาก และบางครั้งการตั้งค่าเริ่มต้นของระบบอาจ จำกัดการใช้พลังงานมากเกินไป โชคดีที่ Windows มีฟีเจอร์ Power Plan ให้เราควบคุมการใช้พลังงานของเครื่องได้ง่ายๆ
แต่ถ้าตั้งค่า Power Plan ไม่เหมาะสม ก็อาจทำให้เกิดปัญหาได้ เช่น ระบบจ่ายไฟให้ฮาร์ดดิสก์หรืออุปกรณ์บางส่วนไม่พอ ส่งผลให้คอมทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ และเกิดอาการคอมค้างขึ้นได้
- กดปุ่ม Win + R พร้อมกัน เพื่อเปิดหน้าต่าง Run
- พิมพ์คำว่า powercfg.cpl ลงไป แล้วกด Enter
พิมพ์ powercfg.cpl
- ในหน้าต่างที่แสดงขึ้นมา ให้คลิกที่ตัวเลือก Change plan settings ซึ่งอยู่ถัดจากแผนพลังงาน (Power Plan) ที่คุณเลือกใช้อยู่
เลือก Change plan settings
- เลือก Change advanced power settings
เลือก Change advanced power settings
- เลือก Hard Disk > Turn off hard disk after จากนั้นเปลี่ยนค่า Setting เป็น Never แล้วกด OK
เลือก Setting เป็น Never
หากสาเหตุของอาการ คอมค้างบ่อย มาจากการจัดการพลังงาน การปรับตั้งค่า Power Plan ให้เหมาะสม จะช่วยแก้ปัญหาคอมพิวเตอร์หรือโน้ตบุ๊กค้างได้ และทำให้เครื่องทำงานได้เสถียรขึ้น
ปิดฟีเจอร์ Fast Startup
ฟีเจอร์ Fast Startup คือระบบที่ช่วยให้คอมเปิดเครื่องได้เร็วขึ้น โดย Windows จะบันทึกสถานะบางส่วนของระบบลงในฮาร์ดดิสก์ตอนปิดเครื่อง เพื่อให้เปิดกลับมาได้ไวขึ้นในครั้งถัดไป
แม้ว่าจะช่วยให้เปิดเครื่องเร็ว แต่ในบางกรณีฟีเจอร์นี้อาจทำให้เกิดปัญหา เช่น คอมค้างบ่อย เครื่องทำงานไม่เสถียร หากเจออาการแบบนี้ การปิด Fast Startup จะช่วยให้ระบบทำงานราบรื่นขึ้น และลดปัญหาคอมค้างได้
- กดปุ่ม Win + R พร้อมกัน เพื่อเปิดหน้าต่าง Run
- พิมพ์คำว่า powercfg.cpl ลงไป แล้วกด Enter
- ที่เมนูด้านซ้าย ให้เลือก Choose what the power buttons do จากนั้นเอาเครื่องหมายถูกหน้า Turn on fast startup ออก
เลือก Choose what the power buttons do
หากอาการ คอมค้างบ่อย คอมค้างเป็นช่วงๆ เกิดจากฟีเจอร์ Fast Startup การปิดฟีเจอร์นี้จะช่วยให้คอมพิวเตอร์เปิดเครื่องได้ปกติขึ้น และลดปัญหาค้างระหว่างการเริ่มต้นระบบ
ปิดโปรแกรมที่กินทรัพยากรเครื่อง
หลายคนเคยเจอสถานการณ์แบบนี้ กำลังทำงานสำคัญอยู่ดีๆ เมาส์ขยับไม่ได้ พิมพ์อะไรไม่ออก เครื่องค้างเฉยๆ จะรีสตาร์ทก็กลัวงานหาย จะนั่งรอก็เสียเวลา แทนที่จะปล่อยค้างไว้ ลอง ปิดโปรแกรมที่ใช้ทรัพยากรเครื่องหนักเกินไป ก่อน อาจช่วยให้เครื่องกลับมาใช้งานได้ วิธีปิดโปรแกรม ทำได้ดังนี้
- ปิดโปรแกรมผ่าน Task Manager
กดปุ่ม Ctrl + Shift + Del จากนั้นเลือกโปรแกรมที่ไม่ตอบสนอง หรือโปรแกรมที่ใช้ทรัพยากรเครื่องสูง แล้วกด End Task - รีสตาร์ท Windows Explorer (File Explorer)
Windows Explorer คือระบบจัดการไฟล์และหน้าจอหลักของ Windows บางครั้งถ้ามันค้าง การรีสตาร์ทจะช่วยให้เครื่องกลับมาทำงานได้ สามารถปิด Windows Explorer ผ่าน Task Manager หรือพิมพ์คำสั่ง taskkill /f /im explorer.exe ใน Command Prompt แล้วสั่งเปิดใหม่ด้วยคำสั่ง start explorer.exe - รีเซ็ตไดรเวอร์การ์ดจอ
บางครั้งหน้าจอค้างเกิดจากไดรเวอร์การ์ดจอ สามารถรีเซ็ตได้ทันทีโดยกดปุ่ม Windows + Ctrl + Shift + B พร้อมกัน หน้าจออาจกระพริบหนึ่งครั้ง แล้วระบบจะพยายามกลับมาทำงานปกติ
ลบโปรแกรมและไฟล์ที่ไม่จำเป็นออก
คอมพิวเตอร์จำเป็นต้องมี พื้นที่ว่างในเครื่อง เพื่อให้ระบบทำงานได้อย่างปกติ หากพื้นที่ใกล้เต็ม เครื่องอาจทำงานช้าลง ค้าง หรือหยุดไปเลยจนกว่าจะเคลียร์พื้นที่ออกบ้าง นอกจากนี้ เมื่อใช้งานไปนานๆ คอมยังสะสมไฟล์ขยะและไฟล์ที่ไม่จำเป็นเอาไว้โดยไม่รู้ตัว วิธีจัดการไฟล์รกๆ เพื่อลดปัญหา คอมค้างบ่อย มีดังนี้
- ตรวจดูพื้นที่เก็บข้อมูลในเครื่อง แล้วลบไฟล์เก่าๆ ที่ไม่ใช้งานออกเอง เช่น ไฟล์งานเก่า รูป หรือวิดีโอที่ไม่จำเป็น โดยต้องระวังอย่าลบไฟล์ระบบสำคัญ
- ลบไฟล์ชั่วคราวที่กินพื้นที่โดยไม่จำเป็น
- เปิดเว็บเบราว์เซอร์ที่ใช้งานอยู่ แล้วล้าง Cache เพราะไฟล์เหล่านี้อาจสะสมจนกินพื้นที่เครื่อง และทำให้คอมทำงานช้าหรือค้างได้
อัปเดตไดรเวอร์อุปกรณ์ (Device Drivers)
เมื่อคุณต่ออุปกรณ์ฮาร์ดแวร์เข้ากับคอมพิวเตอร์ ระบบจะยังไม่รู้ทันทีว่าจะสื่อสารกับอุปกรณ์นั้นอย่างไร ไดรเวอร์ คือซอฟต์แวร์ที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลาง ช่วยให้ Windows ใช้งานอุปกรณ์ต่างๆ ได้ เช่น การ์ดจอ เมาส์ คีย์บอร์ด หรืออุปกรณ์เสริมอื่นๆ หากไดรเวอร์ เก่า เสีย หรือไม่เข้ากัน อาจทำให้ คอมค้างบ่อย เครื่องร้อนผิดปกติ หรือถึงขั้นเจอจอฟ้า (Blue Screen) ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของปัญหา Windows
เพื่อนๆ สามารถใช้โปรแกรมช่วยอัปเดตไดรเวอร์อัตโนมัติได้ แต่ถ้าต้องการทำเอง สามารถทำตามขั้นตอนนี้
- เปิดเมนู Start ของ Windows พิมพ์คำว่า Device Manager แล้วกด Enter จากนั้นหาอุปกรณ์ที่ต้องการอัปเดต คลิกขวา แล้วเลือก Update driver
- เลือกตัวเลือกแรก เพื่อให้ระบบค้นหาไดรเวอร์เวอร์ชันใหม่ให้อัตโนมัติ หรือจะดาวน์โหลดไดรเวอร์จากเว็บไซต์ผู้ผลิตอุปกรณ์โดยตรง แล้วติดตั้งเองก็ได้
อัพเดตไดรเวอร์
วิธีแก้ คอมค้างบ่อย แบบ Advance
วิธีที่อธิบายไปก่อนหน้านี้ มักช่วยแก้ปัญหาคอมค้างได้ในหลายกรณี แต่ถ้าลองแล้วยังเจอปัญหาอยู่ ก็ยังมีวิธีอื่นๆ ให้ลองอีกหลายแบบ หัวข้อนี้จะรวบรวม แนวทางเพิ่มเติมในการตรวจสอบและแก้ปัญหาคอมพิวเตอร์ค้างในอีกรัดับ เพื่อช่วยให้เครื่องกลับมาใช้งานได้ตามปกติ
ทำความสะอาดคอมพิวเตอร์
หลายคนอาจมองไม่ออกในทันที แต่ ฝุ่นที่สะสมในคอมพิวเตอร์หรือโน้ตบุ๊ก เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เครื่องค้างหรือดับได้ การทำความสะอาดเครื่องเป็นประจำ จะช่วยให้คอมทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ
เมื่อฝุ่นน้อยลง อากาศไหลเวียนได้ดีขึ้น เครื่องจะไม่ร้อนเกินไป และช่วยลดปัญหา คอมร้อน คอมค้างบ่อย หรือเครื่องดับเอง ได้ในระยะยาว
อัปเดตซอฟต์แวร์ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด
การอัปเดต Windows อย่างสม่ำเสมอเป็นเรื่องสำคัญ ทั้งในด้านความปลอดภัย การแก้บั๊ก และประสิทธิภาพโดยรวมของระบบ หากคอมพิวเตอร์หรือโน้ตบุ๊ก ค้าง หน้าจอหยุดบ่อย อาจเกิดจากบั๊กของซอฟต์แวร์ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข
การอัปเดต Windows จะช่วยแก้ปัญหาบั๊กเหล่านี้ เพิ่มความเสถียรในการทำงาน และช่วยปกป้องเครื่องจากช่องโหว่ด้านความปลอดภัยที่ถูกค้นพบแล้ว
- เปิดเมนู Start ของ Windows แล้วเลือก Settings
- พิมพ์คำว่า updates ในช่องค้นหา จากนั้นเลือก Check for updates
หน้า Windows Settings
แม้ว่าวิธีนี้จะช่วยให้ระบบปฏิบัติการมีอัปเดตล่าสุดครบถ้วนแล้ว แต่ ซอฟต์แวร์จากผู้พัฒนาภายนอก ยังต้องอัปเดตแยกต่างหากด้วยตัวเอง แนะนำให้ตรวจสอบกับผู้พัฒนาโปรแกรมนั้นๆ โดยตรง เพราะในหลายกรณี โปรแกรมหรือแอปต่างๆ จะมีฟีเจอร์ อัปเดตอัตโนมัติ ให้เปิดใช้งานได้ ซึ่งช่วยลดปัญหาบั๊กและเพิ่มความเสถียรในการใช้งาน
ล้าง Windows Registry
Windows Registry คือฐานข้อมูลของระบบ ที่โปรแกรมต่างๆ ใช้อ้างอิงตอนทำงาน เช่น การตั้งค่าโปรแกรม หรือขนาดหน้าต่างตอนเปิดใช้งาน ถ้าคุณใช้คอมมานาน มีการติดตั้งและลบโปรแกรมจำนวนมาก แล้วเริ่มเจออาการ คอมค้างบ่อย หรือทำงานผิดปกติ การล้าง Registry อาจช่วยแก้ปัญหาได้ เพราะ Registry อาจมีข้อมูลเก่าหรือข้อมูลที่ไม่จำเป็นสะสมอยู่
ข้อควรระวัง: หากลบ Registry ที่สำคัญผิดพลาด อาจทำให้ระบบพัง หรือข้อมูลสูญหายได้ วิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีความรู้ด้านคอมพิวเตอร์เท่านั้น หากไม่มั่นใจ แนะนำให้นำเครื่องไปให้ช่างหรือผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคช่วยดูจะปลอดภัยกว่า
- เปิดเมนู Start ของ Windows แล้วพิมพ์ค้นหาคำว่า registry editor จากนั้นเปิดโปรแกรมขึ้นมา
- เมื่อเข้าสู่ Registry Editor แล้ว ควรสำรองข้อมูลไว้ก่อนเผื่อเกิดข้อผิดพลาด โดยคลิกเมนู File มุมซ้ายบน แล้วเลือก Export
ไปที่ File > Export
- ที่แถบด้านซ้าย ให้คลิกที่ HKEY_CURRENT_USER เพื่อขยายเมนู จากนั้นขยายโฟลเดอร์ SOFTWARE
- ตรวจดูรายชื่อภายใน แล้วลบคีย์ของโปรแกรมที่ได้ถอนการติดตั้งไปแล้ว โดยคลิกขวาที่คีย์นั้น และเลือก Delete
นอกจากนี้ ยังมี โปรแกรม Registry Cleaner โดยเฉพาะ ที่ช่วยล้าง Windows Registry ได้อย่างปลอดภัยและง่ายขึ้น โปรแกรมเหล่านี้จะช่วยลดความเสี่ยงในการลบข้อมูลสำคัญผิดพลาด ทำให้กระบวนการล้าง Registry สะดวกขึ้น เหมาะสำหรับผู้ใช้ที่ไม่อยากแก้ไขระบบด้วยตัวเองโดยตรง
ตรวจสอบ RAM และหน่วยความจำเสมือน (Virtual Memory)
RAM คือหน่วยความจำชั่วคราวที่ระบบใช้สำหรับเปิดและรันโปรแกรมต่างๆ หาก RAM ไม่เพียงพอ ระบบจะดึงพื้นที่บางส่วนของฮาร์ดดิสก์หรือ SSD ที่ช้ากว่ามาใช้งานแทน เรียกว่า Virtual Memory แต่ถ้าพื้นที่เก็บข้อมูลในเครื่องมีไม่พอสำหรับ Virtual Memory ที่ต้องใช้ ก็อาจทำให้โน้ตบุ๊กหรือคอมพิวเตอร์ ค้าง ทำงานช้า หรือหยุดไปเลย ได้
ต่อไปนี้คือวิธีตรวจสอบว่า RAM เป็นสาเหตุของอาการคอมค้างหรือไม่ และควรพิจารณาอัปเกรด RAM หรือเปล่า
- เปิดเมนู Start ของ Windows แล้วพิมพ์ค้นหาคำว่า windows memory diagnostic จากนั้นเปิดโปรแกรมขึ้นมา (หมายเหตุ: เครื่องจะรีสตาร์ทเพื่อทำการตรวจสอบ RAM)
- หลังจากเครื่องรีสตาร์ทเสร็จ ให้เปิด Event Viewer โดยค้นหาคำว่า Event Viewer ผ่านเมนู Start
เปิด Event Viewer
- ที่แถบด้านซ้าย ให้คลิก Windows Logs เพื่อขยายเมนู จากนั้นเลือก System
- มองหารายการเหตุการณ์ที่มีชื่อแหล่งที่มาเป็น MemoryDiagnostics-Results จะค้นหาด้วยตนเองหรือใช้เครื่องมือ Find ก็ได้ รายการนี้จะแสดงผลการตรวจสอบหน่วยความจำ หากพบว่ามีปัญหาเกี่ยวกับ RAM ก็มีความเป็นไปได้ว่านี่คือสาเหตุที่ทำให้ คอมค้างบ่อย
พิมพ์ MemoryDiagnostics-Results และกด Find Next
รันการตรวจสอบไฟล์ระบบ
ในบางกรณี ไฟล์ระบบของ Windows อาจ หาย เสีย หรือเสียหาย ซึ่งสามารถทำให้โน้ตบุ๊กหรือคอมพิวเตอร์ค้างได้ หากต้องการแก้ปัญหานี้ การใช้เครื่องมือ System File Checker (SFC) ของ Windows อาจช่วยได้ เครื่องมือนี้จะช่วยตรวจสอบและซ่อมแซมไฟล์ระบบที่ผิดปกติ ทำให้ระบบกลับมาทำงานได้เสถียรขึ้น หากต้องการทำอย่างถูกต้อง แนะนำให้ศึกษาวิธีซ่อมไฟล์ระบบ Windows เสียหายเพิ่มเติมก่อนดำเนินการ จะปลอดภัยกว่าครับ
รีเซ็ตการตั้งค่า BIOS
BIOS คือระบบที่ใช้ตั้งค่าฮาร์ดแวร์ของคอมพิวเตอร์ ก่อนที่ Windows จะเริ่มทำงาน หากมีการตั้งค่า BIOS บางอย่างผิดพลาด อาจทำให้โน้ตบุ๊กหรือคอมพิวเตอร์ ค้างหรือทำงานผิดปกติ ในกรณีนี้ การแก้ไขคือ รีเซ็ต BIOS กลับเป็นค่าเริ่มต้น (Default) หรืออัปเดต BIOS ใหม่ เพื่อให้การตั้งค่าต่างๆ กลับมาอยู่ในสภาพปกติและช่วยลดปัญหา คอมค้างบ่อย
ตรวจสอบ Windows Reliability Monitor
Windows จะคอยบันทึกข้อมูลการทำงานของระบบเอาไว้ และจดไว้ทุกครั้งที่เกิดปัญหา Windows Reliability Monitor เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้คุณดูย้อนหลังได้ว่าเกิดข้อผิดพลาดอะไรขึ้น ซึ่งอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้โน้ตบุ๊กหรือคอมพิวเตอร์ค้าง
สามารถเข้าใช้งานได้โดยเปิดเมนู Start แล้วพิมพ์คำว่า view reliability history เมื่อเปิดขึ้นมาแล้ว ให้สังเกตสัญลักษณ์ สีแดงหรือสีเหลือง ซึ่งหมายถึงเหตุการณ์ที่ระบบทำงานผิดปกติ หากคอมของคุณค้างแบบสุ่มในบางวัน สัญลักษณ์เหล่านี้อาจช่วยบอกได้ว่าปัญหาเกิดจากอะไร เช่น ในตัวอย่างนี้ มีเหตุการณ์ซอฟต์แวร์ร้ายแรงเกิดขึ้นในวันที่ 25 กันยายน ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เครื่องค้าง
หน้า Reliability Monitor
ใช้ Windows System Restore เพื่อย้อนระบบ
ถ้าคอมพิวเตอร์หรือโน้ตบุ๊ก ค้างแบบสุ่ม และคุณลองทุกวิธีแล้วยังไม่หาย ก่อนจะถึงขั้นส่งเคลมหรือซื้อเครื่องใหม่ ยังมีอีกทางเลือกหนึ่งคือ Windows System Restore วินโดว์จะบันทึกสภาพระบบไว้เป็นระยะๆ เรียกว่า Restore Point ซึ่งเปรียบเหมือนจุดย้อนเวลา หากคุณมีจุดคืนค่าที่อยู่ในช่วงเวลาที่เครื่องยังทำงานปกติดี ก็สามารถใช้ฟีเจอร์นี้เพื่อ ย้อนระบบกลับไปสภาพเดิม และมีโอกาสช่วยแก้ปัญหาคอมค้างได้
อัปเกรดอุปกรณ์คอมพิวเตอร์
บางครั้งไม่ว่าคุณจะลองแก้ไขอย่างไร ปัญหาก็ยังไม่หาย เพราะต้นเหตุอาจมาจาก ฮาร์ดแวร์ที่เก่า เสื่อม หรือมีการเชื่อมต่อที่ผิดปกติ ซึ่งสามารถทำให้คอมพิวเตอร์หรือโน้ตบุ๊กค้างซ้ำๆ ได้ หากเครื่องค้างบ่อย และคุณสงสัยว่าปัญหาเกิดจากฮาร์ดแวร์จริงๆ การ อัปเกรดอุปกรณ์ เช่น เพิ่ม RAM เปลี่ยนเป็น SSD หรือเปลี่ยนเครื่องใหม่ อาจเป็นทางออกที่เหมาะสม เพื่อให้การใช้งานกลับมาลื่นและเสถียรอีกครั้ง
สาเหตุที่ทำให้คอมพิวเตอร์ชอบค้าง
ไม่ว่าจะเป็นปัญหาจาก ฮาร์ดแวร์ หรือ ซอฟต์แวร์ ด้านล่างนี้คือสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด ที่ทำให้คอมพิวเตอร์หรือโน้ตบุ๊ค หรือ คอมค้างบ่อย
- มัลแวร์ (Malware)
มัลแวร์จะเข้าไปกินทรัพยากรเครื่อง ทำให้ระบบไม่เสถียร จนเกิดอาการค้างหรือเด้ง วิธีแก้คือสแกนเครื่องทั้งระบบด้วยโปรแกรมแอนตี้ไวรัส เพื่อตรวจหาและลบไฟล์อันตรายออก - ปัญหาเรื่องไฟเลี้ยง
ไฟไม่พอหรือไฟไม่เสถียร อาจทำให้เครื่องค้างหรือดับเองได้ ควรตรวจสอบสายไฟ อะแดปเตอร์ สุขภาพแบตเตอรี่ และพิจารณาใช้ปลั๊กกันไฟกระชาก - เครื่องร้อนเกินไป (Overheating)
เมื่อความร้อนสูงเกินไป CPU หรือ GPU จะลดความเร็วหรือปิดตัวเองเพื่อป้องกันความเสียหาย ควรจัดให้มีการระบายอากาศที่ดี ทำความสะอาดพัดลม และอาจใช้แผ่นรองระบายความร้อนช่วย - ไดรเวอร์มีปัญหา
ไดรเวอร์ที่เก่าหรือเสียหาย อาจทำให้ฮาร์ดแวร์ทำงานชนกัน จนเครื่องค้างหรือแครช ควรอัปเดตหรือติดตั้งไดรเวอร์ใหม่ผ่าน Device Manager - ฮาร์ดดิสก์เริ่มเสีย
ฮาร์ดดิสก์ที่ใกล้พังจะทำให้ระบบอ่านข้อมูลผิดพลาด ส่งผลให้เครื่องค้าง ควรตรวจสอบดิสก์ หาส่วนที่เสีย และสำรองข้อมูลก่อนเปลี่ยนฮาร์ดดิสก์ใหม่ - ไฟล์ระบบหายหรือเสียหาย
ไฟล์ระบบที่สำคัญหากหายหรือเสีย อาจทำให้เครื่องไม่เสถียรและค้างได้ สามารถใช้คำสั่ง System File Checker (sfc /scannow) เพื่อซ่อมแซมไฟล์เหล่านี้ - RAM เต็ม
เมื่อ RAM ถูกใช้งานจนเต็ม ระบบจะไม่มีหน่วยความจำพอ ทำให้คอมค้าง วิธีแก้คือปิดโปรแกรมที่ไม่จำเป็น หรือเพิ่ม RAM เพื่อให้เครื่องทำงานลื่นขึ้น - ซอฟต์แวร์เก่าหรือไม่เข้ากันกับระบบ
โปรแกรมที่ล้าสมัยหรือไม่รองรับระบบปัจจุบัน อาจทำให้คอมแครชหรือค้าง ควรอัปเดตโปรแกรมให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด หรือถอนการติดตั้งแล้วลงใหม่
สรุปวิธีแก้ คอมค้างบ่อย
อาการ คอมค้างบ่อย เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ทั้งซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ ตั้งแต่เรื่องง่ายๆ อย่างโปรแกรมกินทรัพยากร เครื่องร้อน พื้นที่เก็บข้อมูลเต็ม ไปจนถึงปัญหาที่ซับซ้อนอย่างไดรเวอร์ผิดพลาด ไฟล์ระบบเสีย หรืออุปกรณ์เริ่มเสื่อม การค่อยๆ ตรวจสอบและแก้ไขตามขั้นตอน จะช่วยหาสาเหตุที่แท้จริงและลดปัญหาคอมค้างได้อย่างมีประสิทธิภาพ
หากลองแก้ไขแล้วยังไม่หาย อาจถึงเวลาพิจารณาอัปเกรดอุปกรณ์หรือขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ การดูแลคอมพิวเตอร์อย่างสม่ำเสมอ ทั้งการอัปเดตระบบ ล้างไฟล์ขยะ และตรวจสอบสุขภาพเครื่อง จะช่วยให้คอมพิวเตอร์ทำงานได้ลื่นไหล ใช้งานได้ยาวนาน และลดปัญหาคอมค้างในอนาคต
Facebook Inbox : https://goo.gl/9wo8oL
Hotline : 063-819-7299
โทร : 02-713-2261
Line@ : @addinonline
Email : [email protected]
ผู้เขียน
Unnote
อดีตสถาปนิกและนักศึกษาจบปริญญาโทสาขาอสังหาริมทรัพย์ ผันตัวมาคลุกคลีในวงการไอที เพื่อเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ
