ในการจัดสเปกคอม หรือซื้อคอมใหม่ หลายคนอาจจะให้ความสำคัญกับ CPU และการ์ดจอเป็นหลัก จนอาจจะมองข้ามชิ้นส่วนสำคัญอย่าง Power Supply ไป ถึงแม้ว่าหน่วยประมวลผลจะแรงแค่ไหน แต่ถ้าขาดกำลังไฟที่เข้าไปเลี้ยงชิ้นส่วนต่าง ๆ ไม่เพียงพอก็ทำให้เกิดปัญหาจุกจิกตามมาได้ จนสุดท้ายอุปกรณ์ภายในก็จะค่อย ๆ เสื่อมสภาพลงไปเรื่อย ๆ จนเกิดความเสียหายได้ บทความนี้ผมจะพาไปรู้จักกับวิธีคำนวณวัตต์คอม และ คำนวณ PSU ด้วยตัวเอง พร้อมวิธีเลือกซื้อ เพื่อให้ได้คุณภาพที่เหมาะสม ใช้งานราบรื่น และมีประสิทธิภาพสูงต่อคอมพิวเตอร์
PSU คืออะไร และทำไมต้อง คำนวณ Watt ให้เพียงพอกับสเปก
PSU คืออะไร ตัวย่อ PSU นี้มาจากคำว่า “Power Supply Unit” คือ อุปกรณ์จ่ายไฟหลักของคอมพิวเตอร์ ซึ่งทำหน้าที่ในการแปลงไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) จากไฟบ้านที่มีแรงดันสูง ให้กลายเป็นไฟฟ้ากระแสตรง (DC) ที่มีแรงดันต่ำ เพื่อไปเลี้ยงชิ้นส่วนต่าง ๆ ที่อยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ เช่น 12V, 5V, 3.3V เป็นต้น ที่ต้องเป็นเช่นนี้ เนื่องมาจากอุปกรณ์แต่ละชิ้น รองรับกำลังไฟที่ต่างกันออกไปนั่นเอง
ทำไมการ คำนวณ PSU จึงเป็นเรื่องสำคัญ
เหตุผลที่ว่าทำไม กำลังไฟของ Power Supply ถึงมีหน่วยวัดเป็น Watt นั่นคือ ช่วยบ่งบอกถึงความสามารถในการจ่ายพลังงานไฟฟ้าทั้งหมด ให้กับอุปกรณ์ต่าง ๆ ในเครื่องคอมพิวเตอร์นั่นเอง และสิ่งที่ต้องคำนวณล่วงหน้า ก็จะมีเหตุผลหลัก อยู่ 2 ประการ ดังนี้
- เพื่อป้องกันปัญหาไฟไม่พอ: อาการ PSU จ่ายไฟไม่พอ ขนาดกำลังวัตต์ต่ำกว่าอุปกรณ์ที่ใช้งานจริง เมื่อระบบเริ่มทำงาน หรือประมวลผลหนัก ๆ มากขึ้นจากการใช้งานปกติ เช่น เล่นเกม หรือเรนเดอร์งาน ตัวเครื่องก็จะดึงไฟสูงขึ้น ส่งผลให้ระบบคอมพิวเตอร์ทำงานได้ไม่เต็มที่ อาจจะเกิดอาการกระตุก ค้าง เครื่องรีสตาร์ตเอง หรือดับไปทันที
- เพื่อความคุ้มค่า และประสิทธิภาพการแปลงพลังงาน: ถ้าใช้ Power Supply ที่มีวัตต์สูง และเผื่อสำหรับการทำงานหนักของฮาร์ดแวร์เอาไว้ตั้งแต่แรก ก็จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้ตัวเครื่องทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และไม่ต้องไปหาซื้อตัวใหม่มาเปลี่ยนให้เสียเงินหลายต่อ เพราะฉะนั้นแล้ว หากเพื่อโหลดเอาไว้ประมาณ 50% ขึ้นไป ของกำลังไฟที่ใช้ทั้งหมด ก็จะช่วยให้ PSU ไม่ต้องทำงานหนักตลอดเวลา ไม่ร้อน ไม่เสื่อมสภาพเร็วอีกด้วย นอกจากนี้ยังรองรับการอัปเกรดหรือเพิ่มอุปกรณ์ในอนาคตได้อีกด้วย
ทำไมต้อง คำนวณ PSU
อาการที่บ่งบอกว่า PSU จ่ายไฟไม่พอ
สำหรับคนที่กำลังมีปัญหาเหล่านี้อยู่ ก็มีโอกาสสูง ที่เกิดจากกำลังวัตต์ของ PSU จ่ายไฟได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการของฮาร์ดแวร์ทั้งหมดในคอมพิวเตอร์ เช่น
- มีเสียงหวีด หรือเสียงจี่: ถ้าปกติเวลาใช้คอมพิวเตอร์แล้วไม่มีเสียงอะไรออกมาจากเครื่อง แต่เมื่อเล่นเกม หรือเรนเดอร์งานมักจะมีเสียงแปลก ๆ ออกมาจากด้านหลังเครื่อง นั่นแหละครับเป็นสัญญาณที่อาจจะมาจาก Power Supply ทำงานหนักเกินไป
- คอมดับเองบ่อย: ถ้าคอมชอบค้าง และดับเองบ่อยในขณะเล่นเกม หรือทำงานหนักๆ นั่นก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุของไฟเลี้ยงไม่เพียงพอเช่นกัน
- ขึ้นจอฟ้า: การเกิด Blue Screen ในบางครั้งไม่ได้เกิดจากปัญหา Software เพียงอย่างเดียว แต่อาจจะมาจากฮาร์ดแวร์อย่าง RAM มีปัญหา หรือ PSU จ่ายไฟไม่เพียงพอ
- การ์ดจอตัดการทำงานเอง: เล่นเกม หรือทำงานอยู่ดี ๆ หน้าจอดับไปดื้อ ๆ แต่ไฟในเคสยังทำงานอยู่ อาจจะเกิดจากปัญหาไฟไม่พอได้เช่นกัน เพราะการ์ดจอเวลาทำงานหนัก จะกินไฟสูงมาก
- เปิดเครื่องไม่ติด หรือติด ๆ ดับ ๆ: ในจังหวะที่คอมพิวเตอร์เริ่มต้นทำงานใหม่นั้น ฮาร์ดแวร์จะมีการดึงพลังงานสูงมาก หากไฟไม่พอจริง ๆ ก็ทำให้คอมเปิดไม่ติด หรือเปิดติดแล้ว สักพักนึงก็ดับไปเองแบบนี้ก็ลอง คำนวณ กำลังวัตต์ของฮาร์ดแวร์รวมกัน และเทียบกับ PSU ก่อนได้เลย เพราะบางครั้งเราเพิ่มอุปกรณ์ต่อพ่วงโดยไม่ได้คำนึงถึง Power Supply นั่นเอง
อาการที่บ่งบอกว่า PSU จ่ายไฟไม่เพียงพอ
วิธี คำนวณ PSU ด้วยตัวเอง พร้อมสูตรคำนวณวัตต์แบบง่ายๆ
สำหรับวิธี คำนวณ PSU ด้วยตัวเอง เราสามารถคำนวณ Watt แบบง่าย ๆ ได้ ดังนี้
วิธีที่ 1: คำนวณจากชิ้นส่วนหลักที่กินไฟมากที่สุด
ในคอมพิวเตอร์ 1 เครื่อง จะมีชิ้นส่วนที่กินไฟสูงกว่าอุปกรณ์ทั้งหมดในเครื่องเกือบ 80% นั่นก็คือ CPU และการ์ดจอ (GPU) และชิ้นส่วนอื่น ๆ จะกินไฟเล็กน้อยเท่านั้น ในการคำนวณ ควรจะประมาณกำลังวัตต์ หรือดูจากค่า TDP สูงสุด เพื่อเอามารวมกันเป็นค่าเดียว ประกอบด้วย
- CPU: ถ้าเข้าไปดูที่หน้าเว็บ ส่วนที่เป็นสเปกจะระบุค่า TDP (Thermal Design Power) หรือ Processor Base Power และ Maximum Turbo Power เอาไว้ให้เราเป็นชัดเจน สามารถอ้างอิงจากค่า Turbo Boost หรือ Max Power ได้เลย แต่ถ้าจะเอาแบบเฉลี่ย ผมสรุปคร่าวๆ ได้ประมาณนี้
- ถ้าเป็น CPU ในระดับเริ่มต้น – กลาง: อย่าง Intel Core 3 – Intel Core Ultra 5 หรือ AMD Ryzen 3 – Ryzen 5 กลุ่มนี้จะกินไฟประมาณ 65W – 160W
- กรณีที่เป็น CPU ซีพียูระดับสูง: อย่าง Intel Core i7, Core i9, Core Ultra 7 – Core Ultra 9 หรือ AMD Ryzen 7 – Ryzen 9 มักจะกินไฟเริ่มต้นตั้งแต่ 125 – 250W ขึ้นไป แล้วแต่รหัสของ CPU ในแต่ละรุ่นอีกด้วย ต้องเช็ครายละเอียดรุ่นที่จะซื้อแบบละเอียดอีกที
ตัวอย่างสเปกที่แสดงอัตราการกินไฟ
- GPU: การ์ดจอ ก็เป็นอีกชิ้นส่วนที่กินไฟสูงที่สุดในคอมพิวเตอร์เช่นกัน และควรดูรายละเอียดเป็นรุ่น ๆ ไป ครับ แต่ถ้าจะเอาค่าเบื้องต้นแบบคร่าว ๆ ก็สามารถทำได้ดังนี้
- การ์ดจอระดับเริ่มต้น: ในกลุ่ม RTX 3050, RTX 4060, RTX5060 จะกินไฟประมาณ 115W – 155W
- การ์ดจอระดับกลาง: อย่าง RTX 4070, RTX 5070, Radeon RX 7700 XT จะกินไฟกินไฟประมาณ 200W – 250W
- การ์ดจอระดับสูง: ไม่ว่าจะเป็น RTX 4080, RTX 4090, RTX5080, RTX5090 จะกินไฟสูงประมาณ 320W – 450W ขึ้นไป ซึ่งต้องเผื่อกำลังวัตต์ไว้เยอะพอสมควรเลยเมนบอร์ด: โดยทั่วไปแล้วจะกินไฟเฉลี่ยนอยู่ประมาณ 30 – 60W
- RAM: จะใช้กำลังไฟประมาณ 3 – 5W ต่อ 1 แถว ใช้กี่แถวก็บวกเพิ่มไปได้เลย
- Storage: อุปกรณ์เหล่านี้จะกินไฟอยู่ประมาณ 5 – 10W ถ้าเป็น SSD ก็จะกินที่ 5W ส่วน HDD มักจะกินไฟสูงขึ้นมาหน่อยเพราะภายในมีกลไกในการทำงานอยู่ บางตัวอาจจะกินไฟสูงถึง 10W แต่ถ้านำไปคำนวณจริงควรเผื่อไว้ประมาณ 25W ต่อ 1 ลูกจะปลอดภัยกว่า
- พัดลมเคส และไฟ RGB: ให้คำนวณไว้ที่ตัวละประมาณ 5W มีกี่ตัวก็คูณจำนวนเข้าไปครับ หากเป็นชุดน้ำระบายความร้อน จะมีปั๊มน้ำ และพัดลม มักจะกินไฟรวมกันประมาณ 15 – 30W ถ้าเน้นชัวร์ก็สามารถดูที่ข้างกล่องสินค้าได้
เช็คการกินไฟของอุปกรณ์ทุกชิ้น
วิธีที่ 2: สูตรคำนวณวัตต์คอมด้วยตนเอง
เป็นสูตรที่คนประกอบคอมนิยมใช้กันเป็นส่วนใหญ่ นั่นคือการรวมค่าวัตต์สูงสุดของทุกอุปกรณ์ แล้วนำมาบวกเพิ่ม เพื่อความปลอดภัยเผื่อโหลดสูงไว้อีกประมาณ 30 – 50% เช่น วัตต์รวมของอุปกรณ์ทั้งหมด = 450W คำนวณ ง่าย ๆ = 450W x 1.5 (*1.5 คือ 50% ที่เผื่อจาก Watt รวมทั้งหมด) จะได้เป็นค่าวัตต์ของ PSU ที่ควรเลือกใช้ = 675W เป็นต้น
ตัวอย่างสเปกคอม
- CPU: Intel Core Ultra 5 225 Turbo Boost สูงสุด 121W
- GPU: NVIDIA RTX4060 Peak Load สูงสุด 140 – 175W
- อุปกรณ์อื่น: เมนบอร์ด + RAM + พัดลม + อื่น ๆ รวมกันประมาณ 100W
- วัตต์รวมทั้งหมด: 121W + 175W + 100W = 396W
ให้นำค่ารวมที่ได้ มาคูณเผื่อกำลังวัตต์ประมาณ 50% แทนค่าด้วย 396 + 1.5 จะได้เป็น 594W ดังนั้น Power Supply ที่ควรเลือก ควรมีขนาดประมาณ 600 – 650W เพื่อความปลอดภัย และรองรับอุปกรณ์ในอนาคตได้อีกด้วย เท่านี้เราก็รู้แล้วว่า PSU กี่วัตต์พอต่อการใช้งานจริง
วิธีที่ 3: คำนวณผ่านออนไลน์ ด้วยโปรแกรม คำนวณ PSU (PSU Calculator)
วิธีนี้ก็ง่ายไม่เพ้กัน ถ้าไม่อยากคำนวนด้วยตัวเองให้เสียเวลา ในหน้าเว็บไซต์ก็สามารถคำนวนให้เราได้แบบอัตโนมัติเช่นกัน โดยอาจจะใช้เป็น MSI PC Power Supply Calculator, Newegg PC Power Supply Calculator เป็นต้น ซึ่งค่าที่ได้ระบบก็จะระบุมาให้ พร้อมแนะนำรุ่นที่ควรใช้มาให้เลย หากใช้เป็นเว็บที่ตรงกับแบรนด์ของ PSU
ตัวอย่างการทำนวณเบื้องต้นจากเว็บ MSI PC Power Supply Calculator
ควรเลือกใช้ PSU แบบไหนดี
ในวิธีเลือก PSU ให้เหมาะสำหรับการทำงานนั้น เราไม่ได้มองแค่ตัวเลขที่แปะอยู่บนสติ๊กเกอร์เท่านั้น เพราะบางครั้งตัวเลข วัตต์เยอะก็จริง แต่เป็นของราคาถูก คุณภาพต่ำ ก็ทำให้จ่ายไฟไม่นิ่ง และส่งผลต่อการใช้งานคอมพิวเตอร์เช่นกัน ดังนั้นในการเลือกซื้อ นอกจากการ คำนวณ วัตต์แล้ว ก็ควรพิจารณาจากสิ่งเหล่านี้ด้วย
เลือกจากมาตรฐาน 80 Plus
มาตรฐาน 80 Plus คือ เป็นเครื่องหมายที่การันตีว่า Power Supply ตัวนั้น ๆ มีประสิทธิภาพในการแปลงพลังงานไฟฟ้า (Efficiency) ไม่ต่ำกว่า 80% ของระดับโหลดที่เชื่อมต่อ ค่านี้ยิ่งสูง ก็จะยิ่งลดการสูญเสียพลังงานน้อยลง ช่วยประหยัดค่าไฟได้มากขึ้นนั่นเอง และ 80 Plus ก็มีหลายระดับ ประกอบด้วย
- 80 Plus White: เป็นเกรดพื้นฐานในกลุ่ม 80 Plus เหมาะสำหรับคอมพิวเตอร์ในสำนักงานทั่วไป
- 80 Plus Bronze: PSU เกรดที่ดูคุ้มค่าที่สุดเพราะมีราคาที่คุ้มค่า ถือว่าเป็น Power Supply สำหรับเล่นเกมระดับต้น ถึงระดับกลางได้ดี
- 80 Plus Gold: กลุ่มนี้มีชิ้นส่วนที่ทนทาน และช่วยให้ประหยัดค่าไฟได้เยอะ ถูกออกแบบมาสำหรับคอมพิวเตอร์ที่ทำงานหนัก หรือ Workstation หรือ Gaming PC ที่เปิดใช้งานนาน ๆ
- 80 Plus Platinum / Titanium: เกรดสูงสุดเลยสำหรับ PSU 80 Plus เลยก็ว่าได้ ถูกออกแบบมาสำหรับคอมพิวเตอร์ระดับสูง หรือเซิร์ฟเวอร์ที่ต้องการพลังงานที่มีเสถียรภาพสูงสุด
มาตรฐาน 80 Plus
ระบบป้องกันความปลอดภัย (Circuit Protection)
Power Supply ที่ดีต้องมีระบบตัดวงจรอัตโนมัติเมื่อเกิดความผิดปกติในระบบไฟ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายต่อวงจร หรือชิ้นส่วนอื่น ๆ ซึ่งมักจะมีสัญลักษณ์ต่อไปนี้บนกล่อง
- OCP: ย่อมาจาก Over Current Protection ออกแบบมาเพื่อป้องกันการจ่ายกระแสไฟเกิน
- OVP: ย่อมาจาก Over Voltage Protection เป็นตัวป้องกันแรงดันไฟฟ้าเกินค่ามาตรฐาน
- UVP: Under Voltage Protection ช่วยป้องกันแรงดันไฟตก
- SCP: Short Circuit Protection ตัวนี้จะช่วยป้องกันไฟฟ้าลัดวงจร
- OTP: Over Temperature Protection คือตัวป้องกันความร้อนสะสมสูงเกินกำหนด
ระบบความปลอดภัยใน PSU
เลือกแบรนด์ที่น่าเชื่อถือ
นอกจากเครื่องหมายการันตีประสิทธิภาพต่าง ๆ แล้ว สิ่งที่ควรพิจารณาเพิ่มเติมก็คือเรื่องของแบรนด์สินค้านั่นเอง ควรเลือกจากแบรนด์ที่มีชื่อเสียง และมีการรับประกันชัดเจน เคลมง่าย
เลือกจากแบรนด์ที่น่าเชื่อถือ
สรุปวิธี คำนวณ PSU
สรุปแล้ววิธี คำนวณ PSU เพื่อให้ได้กำลังวัตต์ที่เพียงพอต่อการใช้งานคอมพิวเตอร์ทั้งเครื่อง ถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ไม่แพ้การเลือก CPU และ GPU เลยล่ะ เพราะ Power Supply เปรียบเสมือนอุปกรณ์ที่คอยค้ำจุนคอมพิวเตอร์ทั้งระบบให้สามารถทำให้ได้
โดยคำนวณจากอัตราการกินไฟหรือค่า TDP ของ CPU และ GPU เป็นหลัก แล้วบวกกับอุปกรณ์ทั้งหมดในคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์เสริมที่เชื่อมต่อภายนอกด้วย เมื่อคำนวณได้ค่าสูงสุดแล้ว ก็ให้เผื่อกำลังวัตต์ของ PSU ไว้ประมาณ 30-50% เสมอ เพื่อรองรับการกินไฟแบบ Peak Load รวมถึงเผื่อรองรับการอัปเกรดฮาร์ดแวร์ในอนาคต และสำคัญมากอย่าลืมเช็คเครื่องหมายการันตีสินค้าอย่าง 80 Plus และบริการหลังการขายของแต่ละแบรด์ด้วยก่อนตัดสินใจเลือกซื้อด้วยนะครับ
Facebook Inbox : https://goo.gl/9wo8oL
Hotline : 063-819-7299
โทร : 02-713-2261
Line@ : @addinonline
Email : [email protected]
ผู้เขียน
Unnote
อดีตสถาปนิกและนักศึกษาจบปริญญาโทสาขาอสังหาริมทรัพย์ ผันตัวมาคลุกคลีในวงการไอที เพื่อเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ
