Response Time คือ อะไร มีผลกับจอคอมยังไง ทำไมยิ่งน้อยยิ่งดี

Response Time คือ

เวลาเลือกซื้อจอคอมพิวเตอร์สักตัว หลายคนมักจะโฟกัสที่ความละเอียดภาพ และค่า Refresh Rate จนเผลอมองข้ามสิ่งสำคัญอย่าง Response Time ไป ทั้งที่ค่านี้แหละคือตัวที่บ่งบอกว่าภาพที่แสดงออกมาจะเบลอหรือคมกริบหรือไม่ สรุปแล้ว Response Time คือ อะไร ทำไมตัวเลขยิ่งน้อยถึงยิ่งดี และค่าไหนเหมาะกับการใช้งานอะไร วันนี้เราจะพาไปเจาะลึกกันครับ

Response Time คือ อะไร

อัตราการตอบสนอง หรือ Response Time Monitor คือ ระยะเวลาที่เม็ดพิกเซล (Pixel) บนหน้าจอ หรือเรียกว่าความเร็วในการเปลี่ยนสีของพิกเซลก็ได้ มันคือการแสดงผลที่เปลี่ยนจากสีหนึ่งไปเป็นอีกสีหนึ่งอย่างรวดเร็ว โดยมีหน่วยวัดเป็น มิลลิวินาที (Milliseconds = ms) ซึ่งในเท่ากับว่าทำการสลับสีโดยใช้ความเร็วเท่ากับ 1 ใน 1000 ของวินาทีนั่นเอง ถือว่าเร็วมาก เร็วจนตาเปล่าของจับแทบไม่ทัน แต่มันกลับมีผลอย่างมาก เมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่ต้องแสดงภาพเคลื่อนไหวเร็ว ๆ อย่างการเล่นเกมที่มีการสลับภาพไปมาอย่างรวดเร็ว หากจอมีการตอบสนองช้า ก็จะทำให้เกิดภาพซ้อน หรือภาพเบลอเกิดขึ้นได้นั่นเองครับ

มีความสำคัญอย่างไร

Response Time นั้นจะส่งผลต่อการใช้งานหลายอย่าง หากจอคอมมีค่าการตอบสนองที่ช้า หรือ ms สูง ๆ ก็จะส่งผลโดยตรงต่อความคมชัดของภาพเคลื่อนไหวบนหน้าจอได้เลย อย่างเช่น หากเพื่อนๆ ทำงานที่ต้องสลับหน้าต่างการทำงานไปมาบ่อย ๆ หรือเลื่อนหน้าเว็บขึ้นลงเร็ว ๆ ก็จะเจอปัญหาภาพดูเบลอ สีบางจุดก็จะดูเพี้ยน ๆ เล็กน้อย

แต่เมื่อไหร่ที่เล่นเกม ที่มีการเคลื่อนที่ของวัตถุเร็วๆ ภาพที่ออกมาก็จะดูเหมือนมีเงาภาพซ่อน (Ghosting) ตามหลังตลอดเวลา และบางฉากก็จะทำให้ภาพเกิดภาพเบลอ (Motion Blur) ที่แสดงในหน้าจอ ซึ่งส่งผลต่อการเล่นเกม และดูรำคาญสายตา หากใช้ไปนาน ๆ ก็จะทำให้เมื่อยล้าสายตาจนบางคนเวียนหัวได้เลย

หากหน้าจอที่มีการตอบสนองไวค่า Response Time ต่ำเช่น 1-5 ms ก็จะช่วยให้ภาพที่แสดงผลออกมามีความคมชัด ขอบของวัตถุชัดเจน ไม่เบลอขณะที่มีการเคลื่อนไหว ทำให้ประสบการณ์การใช้งานโดยรวมราบรื่น และสบายตามากยิ่งขึ้นนั่นเองครับ

Response Time มีกี่รูปแบบ

สำหรับวงการฮาร์ดแวร์ หรือการผลิตหน้าจอคอมพิวเตอร์แล้ว จะมีการวัดค่า Response Time อยู่ด้วยกัน 2 รูปแบบ ตามมาตรฐานสากลดังนี้

GtG (Gray-to-Gray)

Response Time GtG คือ มาตรฐานที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในการ ระบุสเปกหน้าจอ คือการวัดระยะเวลาที่พิกเซลมีการเปลี่ยนจากเฉดสีเทา (Gray) จนวนกลับไปเป็นสีเท่าอีกครั้ง การวัดแบบ GtG นี้จะใกล้เคียงกับการใช้งานจริงมากที่สุด เพราะในความเป็นจริงแล้ว หน้าจอคอมพิวเตอร์ มักจะแสดงผล ที่มีการผสมผสนของสีต่าง ๆ มากกว่าที่จะมีการเปลี่ยนจากสีดำไปเป็นสีขาว

MPRT (Moving Picture Response Time)

คือการวัดระยะเวลาที่พิกเซลใดพิกพซลหนึ่งปรากฏภาพบนหน้าจอ กว่าจะหายไป ค่านี้มักจะเชื่อมโยงกับ Motion Blur ด้วย ซึ่งจอเกมมิ่งรุ่นใหม่ๆ มักจะชูจุดเด่นที่ 1ms MPRT โดยใช้เทคโนโลยีการแทรกเฟรมดำ (Black Frame Insertion หรือ Backlight Strobing) เพื่อลดอาการเบลอของภาพขณะเล่นเกมนั่นเอง

Response Time คือ

การวัดแบบ GtG vs MPRT

Response Time กับ Refresh Rate ต่างกันยังไง

สิ่งที่หลายคนอาจจะสับสน และมักจำสลับกันก็ คือ Response Time กับ Refresh Rate นี่แหละครับ เพราะเป็นค่าที่ถูกโปรโมทคู่กันเสมอ สำหรับจอเล่นเกม แต่ในความเป็นจริงแล้ว ทั้งสองค่านี้ทำหน้าที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิงครับ แต่ต้องทำงานประสานกัน เพื่อให้ได้ภาพที่สมบูรณ์ที่สุดนั่นเอง มาทำความรู้จักแบบเร็ว ๆ กันก่อนสำหรับสองค่านี้

  • Refresh Rate: เรียกว่าอัตรารีเฟรชหน้าจอ มีหน่วยเป็นเฮิรตซ์ (Hz) มันคือจำนวนครั้งที่หน้าจอสามารถวาดภาพใหม่ขึ้นมาได้ใน 1 วินาที เช่น หน้าจอ 60Hz สามารถวาดภาพได้ 60 ภาพต่อวินาที จอ 144Hz วาดภาพได้ 144 ภาพต่อวินาที เพราะฉะนั้นแล้วยิ่งตัวเลขนี้สูงยิ่งดี ภาพที่ออกมาก็จะดูนุ่มนวล ไหลลื่น ไม่กระตุกนั่นเอง
  • Response Time: อย่างที่กล่าวไปข้างต้น มันคือ ความเร็วในการเปลี่ยนสีของเม็ดพิกเซล ดังที่กล่าวไปข้างต้น มันคือความเร็วในการเปลี่ยนสีของเม็ดพิกเซลนั่นเอง ยิ่งมีค่าตัวเลขที่น้อย เช่น 1ms ภาพที่ออกมาก็จะดูคมชัด ไม่เบลอหรือมีเงาซ้อนหลังวัตถุที่เคลื่อนไหวในจอ

สรุปในส่วนนี้นะครับ จอภาพจะแสดงผลได้ดี เหมาะสำหรับแสดงผลภาพเคลื่อนไหวเร็ว ๆ มากที่สุด ควรจะมีค่า Refresh Rate สูง และมีค่า Response Time ต่ำ ถึงจะทำงานได้ดี และมีประสิทธิภาพ

Response Time GtG คือ

Refresh Rate vs Response Time

ทำไม Response Time ยิ่งน้อย ยิ่งดี

มาถึงตรงนี้ทุกคนน่าจะพอเข้าใจกันบ้างแล้ว ว่าทำไม Response Time ยิ่งน้อย ยิ่งดี เพราะมีอัตราการตอบสนองที่ต่ำ เช่น 0.5ms – 1ms ตัวเลขนี้ ยิ่งน้อย ยิ่งทำให้ภาพสวยคมชัดมากเท่านั้น แต่จะส่งผลต่อภาพที่เครลื่อนไหวเร็ว ๆ ในหน้าจอเท่านั้นครับ และสิ่งที่จะเกิดขึ้นมีดังนี้

  • ลดอาการ Motion Blur: ลดภาพเบลอ หรือเงาตามหลังวัตถุ (Ghosting) หรือไม่เกิดขึ้นเลย หากจอมีคุณภาพสูง และค่า Response Time ต่ำมาก ข้อนี้ส่งผลโดยตรงเมื่อพิกเซลสามารถเปลี่ยนสีได้รวดเร็วภายใน 1 มิลลิวินาที หรือน้อยกว่า ภาพเงาซ้อนที่เกิดจากวัตถุเคลื่อนไหวเร็วๆ ก็จะหายไป ทำให้ภาพที่ได้มีความคมกริบ สมจริง
  • ช่วยความได้เปรียบในการเล่นเกม: สำหรับการเล่นเกมแล้ว ค่า Response Time ถือว่ามีความสำคัญมาก และสร้างความได้เปรียบในการเล่นเกมออนไลน์ หรือการแข่งขันสำหรับวงการ E-Sport ได้ดีเลย เพราะทุกเสี้ยววินาทีมีความหมายมาก ทำให้เราเห็นทุกการเคลื่อนไหวได้คมชัด ไม่มีเงาเบลอๆ มากวนสายตา ทำให้ตัดสินใจโจมตีคู่แบ่งได้ง่ายขึ้น
  • ช่วยลดความเมื่อยล้าของดวงตา: ผลดีของจอที่มีค่า Response Time ต่ำมากๆ ก็จะทำให้สายตาของเราโฟกัสกับวัตถุในจอได้ดีขึ้น ไม่ต้องพยายามเพ่งโฟกัสวัตถุให้ล้าสายตา เพราะเมื่อไหร่ที่ภาพไม่นิ่ง ไม่คมชัด ตาของเราก็จะมีการพยายามโฟกัสภาพที่เบลอ หรือเงาซ้อนด้านหลังตลอดเวลา ทำให้กล้ามเนื้อตาทำงานหนัก จึงทำให้ใช้งานไปนาน ๆ เกิดอาการเวียนหัว หรือล้าสายตาได้เลย
  • เพิ่มความสมบูรณ์แบบของการเสพคอนเทนต์: จริง ๆ แล้ว ค่า Response ก็มีผลต่อการใช้งานในทุกด้านเลยนะ ไม่ว่าจะเป็นการดูภาพยนตร์แอคชั่นฟอร์มยักษ์ที่มีฉากระเบิด และการไล่ล่า หรือการรับชมการถ่ายทอดสดกีฬาที่มีการเคลื่อนไหวตลอดเวลา หากจอมีค่า ms ต่ำ ก็จะช่วยรักษาคุณภาพของวิดีโอให้มีความคมชัดทุกการเคลื่อนไหว ตรงตามที่ต้นฉบับมากที่สุดนั่นเอง

ใครบ้างที่ต้องคำนึงถึงค่า Response Time

จริง ๆ แล้วไม่ใช่ว่าผู้ใช้คอมพิวเตอร์ทุกคน จะต้องเสียเงินไปกับการซื้อจอดี ๆ ที่มีค่าตอบสนองต่ำ มาใช้งานทั้งหมดนะครับ เพราะมันไม่ได้ออกแบบมาให้เหมาะกับทุกการทำงานเสมอไป ดังนั้นควรเลือกจอที่เหมาะสมกับการใช้งานจะดีที่สุด และประหยัดงบประมาณได้ดีด้วยครับ

สายเกมเมอร์

สำหรับสายเกมเมอร์ (Gamer) จอที่มีค่า Response Time ต่ำ ถือว่ามีประโยชน์มากที่สุดเลยก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเป็นการเล่นเกมออนไลน์ทั่วไป หรือเล่นระดับฮาร์ดคอร์ก็ตาม

  • สายฮาร์ดคอร์ หรือสายแข่งขัน: หรือ E-Sport กลุ่มนี้คือเป้าหมายหลักที่ต้องการหน้าจอระดับ 1ms ไปจนถึง 0.1ms อย่างแท้จริงครับ เพราะเกมแนว First-Person Shooter (FPS) อย่าง CS:GO, Valorant, Apex Legends หรือเกมแนว Racing มักต้องการความคมชัดของภาพเคลื่อนไหวระดับสูงสุด หากมี Ghosting เกิดขึ้นแม้แต่นิดเดียวอาจหมายถึงการแพ้ชนะได้เลย
  • สายเล่นทั่วไป หรือเสพเนื้อเรื่อง: เกมในกลุ่ม AAA หรือ Casual ที่ไม่ได้เน้นการเคลื่อนไหวอะไรมากมาย เช่นแนว RPG, Adventure หรือเกมที่เน้นภาพสวยงามตระการตามากกว่าความรวดเร็ว หน้าจอที่มีอัตราการตอบสนองช่วงมาตรฐานทั่วไป 4ms – 5ms บนพาเนล IPS ที่ให้สีสันสวยงาม ก็ถือว่าเพียงพอต่อการใช้งานมากแล้วครับ ไม่จำเป็นต้องหาจอราคาแพงที่มีค่าตอบสนองต่ำระดับ 1ms มาใช้ก็ได้
จอคอม

สายเกมเมอร์

ครีเอเตอร์

กลุ่มที่เป็นสายครีเอเตอร์ (Content Creators) และตัดต่อวิดีโอ (Video Edtitors) มักจะเป็นคนที่เน้นจอที่มีประสิทธิภาพด้านของสีสั้น มากกว่าการเคลื่อนไหวเร็ว ๆ จนมีเงาตามตัวเหมือนกับการเล่นเกม แต่ถ้าได้จอที่มีค่า Refresh Rate สูงหน่อยมาแทน และเป็นจอที่สีตรง จะเหมาะสมกว่า ทั้งนี้เพื่อเป็นการเช็คเทียบสีที่ตรงที่สุด และเช็คเฟรมเรตของวิดีโอได้อย่างถูกต้อง หน้าจอ IPS ที่มีระดับ 3-5ms หรือระดับมาตรฐานงจึงมักเป็นตัวเลือกยอดนิยมครับ

Monitor

สายครีเอเตอร์

สายทำคอนเทนต์ SEO หรือการตลาดออนไลน์

สำหรับผู้ที่เขียนคอมเทนต์ การตลาดออนไลน์ ไม่ว่าจะทำระบบ Affiliate แนะนำสินค้าไอที หรือเขียนรีวิวสินค้า เขียนบทความเพื่อลงเว็บไซต์ ก็จะถูกรวมอยู่ในกลุ่มการใช้งานทั่วไปเช่นกัน ดังนั้นกลุ่มนี้ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องมองหาจอที่มีค่า Response Time ต่ำ ๆ มาใช้งานให้เปลืองตังค์ แต่อาจจะเน้นไปที่สีของจอ และค่า Refresh Rate แทน เพราะค่านี้ยิ่งเยอะ ยิ่งช่วยลดความล้าสายตาได้เลย เพราะงานสายนี้ต้องเลื่อนดูคอนเทนต์ หรือหาข้อมูลบนโซเชียลบ่อย ๆ หากจอแสดงภาพได้ลื่นก็จะช่วยได้เยอะเลยครับ

ตั้งค่า

สายการตลาดออนไลน์

ผู้ใช้งานทั่วไป / พนักงานออฟฟิศ

พนักงานออฟฟิศ การใช้งานจอภาพส่วนใหญ่ จะเน้นในเรื่องของการพิมพ์งาน ตอบอีเมล หรือจัดการระบบหลังบ้าน หากการใช้งานส่วนใหญ่คือการพิมพ์งาน เป็นส่วนใหญ่ หรือใช้งานด้านอื่น ๆ ทั่วไป ไม่ได้เน้นประสิทธิภาพของ Response Time เลย เพราะไม่ได้มีวัตถุที่เคลื่อนไหวเร็วอะไรที่ต้องเกิดภาพซ้อนเลย หน้าจอมาตรฐานที่ 5ms – 8ms คือ รุ่นก็สามารถใช้งานได้อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว และช่วยประหยัดงบประมาณได้มากด้วยครับ

อ่านว่า

ใช้งานทั่วไปในออฟฟิศ

Panel ส่งผลต่อค่า Response Time

นอกจากเทคโนโลยีต่าง ๆ ของจอแล้ว ประเภทของพาเนลจอ (Panel Type) ที่แตกต่างกัน ก็จะส่งผลต่อข้อจำกัดในการตอบสนองเม็ดพิกเซลด้วย ทำให้มีค่า Response Time ที่ต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น

  • TN (Twisted Nematic): เป็นพาเนลที่ทำค่าอัตราการตอบสนองได้รวดเร็วที่สุด มักจะอยู่ที่ 1ms หรือต่ำกว่านั้นด้วยซ้ำ เลยเป็นที่นิยมสำหรับเกมเมอร์สายฮาร์ดคอร์ แต่ข้อเสียคือต้องแลกมากับสีสันที่ไม่ค่อยสด และมุมมองภาพที่แคบกว่าพาเนลอื่น
  • IPS (In-Plane Switching): จะได้เปรียบเรื่องของสีสันที่สวยงาม สีสันดูสมจริง และให้มุมมองภาพที่กว้างมาก และมักจะมีค่า Response Time อยู่ประมาณ 4-8 ms เป็นพื้นฐานอยู่แล้ว แต่เทคโนโลยีปัจจุบันสามารถทำให้ผลิตจอ IPS ที่มีค่าตอบสนองได้เทียบเท่า TN Panel แล้ว ซึ่งอยู่ที่ 1ms หรือต่ำกว่านี้เล็กน้อย เป็นตัวเลขที่วัดได้จากมาตรฐานแบบ GtG นั่น
  • VA (Vertical Alignment): จอที่ใช้พาเนลนี้จะโดดเด่นเรื่องค่าคอนทราสต์ (Contrast Ratio) ที่สูงมาก ทำให้สีดำดูดำสนิท แต่มักเกิดอาการ Ghosting ได้ง่ายหากเป็นจอคุณภาพต่ำ ส่วนค่า Response Time ก็จะอยู่ราว ๆ กึ่งกลางระหว่าง TN และ IPS ครับ

วิธีเช็ค และตั้งค่า Response Time ด้วยตัวเอง

ถ้าเพื่อนๆ มีจอคอมพิวเตอร์อยู่แล้ว แต่อยากรู้ว่าหน้าจอที่ใช้อยู่นั้นรองรับการแสดงผลค่า Response Time ที่เท่าไหร่ สามารถเช็ค และตั้งค่าได้ตามขั้นตอนต่อไปนี้ได้เลยครับ

เช็คค่า Response Time ด้วยตัวเอง

วิธีนี้จะใช้ตรวจเช็คว่าค่า Response Time จอคอมที่ใช้งานอยู่ รองรับการตอบสนองที่เท่าไหร่ โดยนำชื่อรุ่นไปค้นหาในเว็บได้เลย เช่น หน้าจอที่ผมใช้อยู่ คือ รุ่น Dell U2515H ก็ให้ไปเช็คที่เว็บของ Dell ได้เลย แต่จอรุ่นเก่าๆ มักจะไม่มีบนหน้าเว็บแล้ว ให้ใช้วิธีค้นหา Datasheets แทน โดยการพิมพ์ชื่อรุ่น แล้วตามด้วยคำว่า Datasheets ต่อท้ายเหมือนตัวอย่างครับ ถ้าขึ้นแบบนี้และมี PDF ต่อท้าย ให้คลิกเข้าไปได้เลย

Response Time คือ

ค้นหาชื่อรุ่นของจอที่ใช้

เมื่อเปิด PDF ขึ้นมาแล้ว ให้เลื่อนหาสเปกเครื่องครับ และจะเห็นว่าค่า Response Time แสดงเอาไว้ ในรุ่นนี้จะรองรับที่สองค่า คือ Fast mode: 6ms gray-to-gray และ Normal mode: 8ms gray-to-gray เท่ากับว่าจอรุ่นนี้มีค่าการตอบสนองของเม็ดพิกเซลเร็วสุดที่ 6ms ซึ่งก็ยังอยู่ในเกณฑ์ปกติอยู่สำหรับจอ IPS รุ่นเก่า

คืออะไร

เช็คค่า Response Time จาก Datasheet

วิธีตั้งค่า Response Time ผ่านหน้าจอ (OSD Menu)

Response Time ตั้งค่ายังไง? สำหรับการตั้งค่า Response Time สามารถจัดการผ่านตัวจอได้เลย โดยให้กดปุ่ม Menu ที่ตัวจอ แล้วเลื่อนหาเมนู Response Time บางรุ่นอาจจะใช้คำอื่น เช่น Overdrive (OD), Trace Free หรือ Pixel Overclock เป็นต้น ซึ่งจอที่ผมใช้ เร็วสุดที่เช็กสเปกมา มัน คือ 6ms ที่อยู่ใน Fast mode ผมก็จะเลือกโหมดนี้ เพื่อให้จอตอบสองเร็วที่สุดนั่นเอง

Response Time คือ

ปรับค่า Response Time ที่หน้าจอ

* ข้อควรระวัง

ในจอบางรุ่นการปรับตั้งค่าไปที่ระดับสูงสุด Extreme หรือ Fastest ไม่ได้แปลว่าจะดีที่สุดเสมอไป เพราะการบังคับให้ พิกเซลเปลี่ยนสีเร็วเกินขีดจำกัด อาจทำให้เกิดอาการที่เรียกว่า Overshoot หรือ Inverse Ghosting ขึ้นได้ ซึ่งจะทำให้เกิดเงาสีสว่างๆ หรือสีแปลกๆ ขอบรอยต่อของวัตถุแทน แต่ไม่ต้องกังวนมากครับ ส่วนใหญ่มันจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อใช้โหมด Pixel Overclock เพราะเร่งจนเกินขีดจำกัดมาตรฐานนั่นเอง

แนะนำให้ให้เปิดหน้าเว็บ TestUFO > https://testufo.com/ ค้างไว้ แล้วค่อยๆ ปรับระดับ Overdrive ทีละระดับ เพื่อดูว่าการตั้งค่าระดับไหนให้ภาพยูเอฟโอที่คมชัดที่สุด โดยไม่มีเงาสีสว่างแทรกเข้ามา

Response Time คือ

ตัวอย่างการทดสอบที่เว็บ Testufo.com

สรุป Response Time คือ อะไร

สรุปแล้ว Response Time คือ ความเร็วที่พิกเซลบนหน้าจอสามารถเปลี่ยนสีได้นั่นเองครับ ซึ่งคำว่า Response time อ่านว่า “ริ-สปอนส์-ไทม์” แน่นอนว่าค่านี้ ตัวเลขยิ่งน้อย ยิ่งดี เพราะมันหมายถึงความสามารถในการแสดงผลภาพเคลื่อนไหวได้เร็วที่สุด ทำให้ภาพคมชัด ลดอาการภาพเบลอ หรือเงาซ้อนวัตถุเคลื่อนไหวในภาพได้ ซึ่งจะเหมาะมากสำหรับการเล่นเกมจริงจังที่ต้องการความแม่นยำสูง

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรพิจารณาแค่ตัวเลขเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมองภาพรวมทั้งประเภทของพาเนล เช่น IPS, VA, TN รวมไปถึงระดับความสว่าง ความแม่นยำของสี และอัตรา Refresh Rate ที่สัมพันธ์กันด้วย เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด และตอบโจทย์การใช้งาน หรือการทำงานเฉพาะทางมากที่สุดนั่นเองครับ

Facebook Inbox : https://goo.gl/9wo8oL
Hotline : 063-819-7299
โทร : 02-713-2261
Line@ : @addinonline
Email : [email protected]

ผู้เขียน